หนังเก่าเล่าใหม่ : Samsara

(คำเตือน เนื้อหาในบล๊อกนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้ยังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้และไม่อยากถูกสปอย)

ชอบหนังเรื่องนี้จัง

เป็นหนังที่ตั้งคำถามและสร้างแรงบรรดาลใจมาก ถ้าดูพล๊อตคร่าว ๆ อาจจะไม่มีอะไรมาก เหมือนจะเดาได้
พระหนุ่มชาวทิเบตถูกผลักดันด้วยอารมณ์ทางเพศก็เลยละทางธรรมลงมาอยู่ในหมู่บ้าน แต่งงานมีเมียมีลูก
วันนึงเกิดไปมีสัมพันธ์กับหญิงลูกจ้าง ก็เลยคิดได้ ก็เลยจะทิ้งลูกทิ้งเมียกลับไปเป็นพระ

แต่หนังซับซ้อนและมีอะไรมากกว่านั้นมาก ส่วนนึงที่ทำให้หนังน่าดูคือโพรดักชั่น คริสตี้ ชุงที่มาเล่นเป็นนางเอก
ถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะติดเรทอาร์ แต่ว่าฉากแบบนั้นก็ทำให้เรื่องสมจริงและทำให้คนดุเข้าใจถึงความรัก ความผูกพันธ์ ตัณหาราคะ
และในอีกทางนึงก็บอกว่า มันเป็นเพียงสังขารที่ไม่จีรัง เพราะมนุษย์ยังอยู่ในแซมซาร่า หรือวัฎสงสาร

สัญญะที่ใช้ในเรื่องก็ซับซ้อนมาก ทั้งเหยี่ยว หิน แพะ ใบไม้ร่วง ใบไม้ผลิ มุมกล้องแบบกลับหัว แม่น้ำ โถข้าว
ถ้าจะพูดเรื่องความหมายคงจะต้องพูดกันยาวมาก (ติดไว้ก่อน ใครดูแล้วค่อยมาคุยกัน)

ตีมหลักของเรื่องก็เน้นเรื่องการมุ่งสู่นิพพาน การระงับใจตน
มีประโยคหนึ่งบอกว่า

"What is is more important: satisfy thousands needs or conquer just one?"

แค่ตีความประโยชน์นี้ก็ยังซับซ้อน
อะไรจะสำคัญไปกว่า เติมความต้องการนับพันให้เต็ม or conquer just one
ประโยคข้างหลังสามารถตีความได้สองแบบ คือ

อะไรจะสำคัญไปกว่า เติมความต้องการนับพันให้เต็ม กับ เอาชนะสิ่งหนึ่งเดียวนั้นให้ได้ นั่นก็คือการเอาชนะสังสารวัฎและมุ่งสู่นิพพาน

หรือ

อะไรจะสำคัญไปกว่า เติมความต้องการนับพันให้เต็ม กับ เอาชนะให้ได้อย่างน้อยหนึ่งอย่าง นั่นก็อาจจะหมายถึงการเอาชนะความต้องการทางโลก ทางเพศ หรือทางสัมผัสทั้งห้า

ชีวิตของทาชิ พระหนุ่มเทียบเคียงไปกับชีวิตของสิทัตธะ ที่ออกบวชและกลายเป็นพระพุทธเจ้า
ผู้ชายดู หรือคนส่วนใหญ่ดู ก็อาจจะคิดว่า เป็นการถูกต้องที่จะมุ่งสู่ความจริงอันสูงสุด แต่พอถึงตอนที่ทาชิตัดสินใจจะกลับไปที่วัดอีกครั้งหนึ่ง
เราก็เกิดความสงสัยว่า การตัดสินใจแบบนั้นเป็นการถูกต้องแล้วเหรอ
ในสภาพสังคมแบบชาวบ้านที่ต้องทำนา ทำไร่ใช้แรงงานเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง ผู้ชายสามารถทิ้งลูกทิ้งเมีย ทิ้งความรับผิดชอบเพื่อไปแสวงหาความจริงทางธรรมงั้นเหรอ ทำแบบนั้นแล้งน้ำใจเกินไปหน่อยรึเปล่า ถ้ามุ่งหวังทางธรรม ก็ควรจะครองบรรพชิตไปเลยตั้งแต่แรก อยากจะออกมาแสวงหาชีวิตทางโลกก่อนงั้นเหรอ แล้วอย่างนั้น เมียกับลูกก็เป็นแค่เครื่องมือที่ช่วยให้คิดได้เท่านั้นเหรอ

คิดไปคิดมาอยู่ไม่เท่าไหร่ หนังเรื่องนี้ก็ตั้งคำถามแบบนี้เหมือนกัน เพมา (คริสตี้ ชุง) มาดักรอสามีตัวเองอยู่ที่ทางเข้าวัด
ยกเรื่องของพระนางยโสธราขึ้นมาพูด ซึ่งเป็นการเปิดประเด็นของผู้หญิงกับพระพุทธศาสนาขึ้นมามาก ๆ
มีหลายประดยคเด็ดที่เพมา ตั้งคำถามกับทาชิ เช่น
Does budda owed her for enlightenment?

Men can just walk out at night and persue the Nirvana, but woman cant, mother cant not leave her child alone and go out for enlightenment. It's only men.

Who knows what if Yasodhara has all sufferrings after Siddhartha left her, what if she also wants to keep the path of enlightenment.

หนังเรื่องนี้ตั้งมุมมองของผู้หญิงได้น่าสนใจมาก
ทำไมผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายเสียสละ ยอมรับและเข้าใจ ในขณะที่ผู้ชายทำอะไรก็ได้อย่างที่อยากทำ
เพมา เป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก เพมาเป็นผู้หญิงที่ฉลาด มีชีวิตดำเนินรอยตามพระพุทธศาสนา อีกนัยนึงคือ
เธอเป็นตัวละครที่สื่อถึงการมุ่งสู่นิพพานในชีวิตทางโลก
แล้วคำถามก็เกิดขึ้นอีกว่า มันจะเป็นไปได้รึเปล่า
ถ้าพูดกันจริง ๆ แล้ว เพมามีความเข้าใจในโลกและสัจธรรมมากกว่าทาชิเสียอีก

เมื่อเพมาพูดจบ ทาชิก็เสียใจและรู้สึกผิดมาก เค้าพูดว่าจะตามเพมากลับไปและใช้ชีวิตตามปกติ

พอถึงจุดนี้ จะมีผู้หญิงคนไหนที่จะยอมให้เป็นแบบนั้น
สุดท้าย ไม่ว่าจะต้องเจ็บปวดแค่ไหน ผู้หญิงก็ต้องยอมรับ และให้สามีของตัวเองได้ไปสู่ทางที่สูงส่งและยิ่งใหญ่
แล้วเพมา ก็จากไป ทิ้งไว้ให้แค่เพียงกล่องข้าว ที่จะบอกว่า "ขอให้เดินทางปลอดภัย"
เศร้าจัง


ก่อนไป เพมาพูดกับทาชิว่า

“If you gave to the Dharma (your spiritual life) half the passion and love you have shown me,” she says, “you would already have achieved Buddhahood.”

โอว เด็ดป่ะล่ะ
ใครแน่กว่ากันน น น น

Comments

Unknown said…
หนังดีน่าดู แต่อดไม่ไหวแอบอ่านสปอยซะแล้ว

Don't afraid to be spoiled -_-"

Popular posts from this blog

Miss you

It's better...

I wish I have enough strength to carry on.