May be I'am a pineapple!!
วันนี้อยู่ดี ๆ ก็อยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา
อาจเป็นเพราะว่าเริ่มเข้าปีใหม่ ใครหลายคนเริ่มบ่นเรื่องตัวเลขอายุที่เพิ่มมากขึ้น
หลายคนจิตตก ว้าวุ่นในการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้
ก็ให้คำปรึกษาไปตามที่จะทำได้
สุดท้ายแล้ว ก็บอกทุกคนไปทางเดียวกันว่า ชีวิตมันขึ้นอยู่กับทัศนคติ ขึ้นอยู่กับการปั้นแต่งที่จิตใจเราอยากให้เป็น
ถ้าถามว่า ทำไมยังเป็นคนมองโลกในแง่ดีอยู่ได้ ในสภาวะการณ์ของโลก ของชีวิตแบบนี้
ก็ขอยืมคำตอบของคุณไตรภพ ลิมปพัทร (เขียนไงเนี่ย) ว่า
ก็เรามีชีวิตอยู่กับ การ"ชอบ" ไง
แค่นี้แหละ ง่าย ๆ แต่ก็จริงอย่างที่สุด
ก็เรามีชีวิตอยู่การชอบ ไม่ใช่การไม่ชอบ
เพราะฉะนั้น เราก็เห็นสิ่งที่ดีในตัวของเพื่อนเรา แฟนเรา แล้วก็ยิ่งเห็น ยิ่งชอบ
ไม่ได้เว่อร์เลย แต่เป็นแบบนั้นจริง ๆ
บางทีชีวิตก็สับสน ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง
บางทีเราก็กลัว กลัวอะไรหลาย ๆ อย่าง ทำให้ไม่กล้าที่จะทำอะไร
ไม่กล้าที่จะยอมรับอะไร
วันนึงก็เกิดคิดได้ว่า
ที่มีอายุเกือบจะยี่สิบสามปีนี้
ตอนนี้เราไม่ได้มองโลกเหมือนคนอายุยี่สิบสาม
แต่เราใช้สายตาทั้งหมดที่มีเพื่อมองและปรับตัวเข้ากับโลกใบนี้
พยายามจะคิดว่า แบบไหนมันจะดีนะ ก็เลยลองเขียนออกมาดู
ไม่ได้หมายว่าทำได้เสมอ แต่ก็พยามดูว่าอะไรจะเป็นสิ่งที่พอจะดี
เราใช้สายตาของน้ำรินเมื่ออายุ 7 ขวบ "โลกนี้มันคือการเล่นสนุกนี่นา"
เราใช้สายตาของน้ำรินเมื่ออายุ 12 "เป็นเด็กดีต้องตั้งใจศึกษาหาความรู้"
เราใช้สายตาของน้ำรินเมื่ออายุ 15 "เพื่อนไม่ทิ้งกันอ่ะ"
เราใช้สายตาของน้ำรินเมื่ออายุ 18 เพื่อที่จะรู้สึกตื่นเต้นในการเรียนรู้และค้นหาโลก
เป็นสายตาที่พร้อมจะพบเจอสิ่งใหม่ ๆ และไม่กลัวที่จะพบกับความผิดพลาด
เป็นสายตาที่พร้อมจะพบเจอสิ่งใหม่ ๆ และไม่กลัวที่จะพบกับความผิดพลาด
เราใช้สายตาของน้ำรินเมื่ออายุ 22 เพื่อรู้สึกเติบโต เพื่อรู้สึกความเปลี่ยนแปลงของชีวิตและโลก
เป็นสายตาที่ทำงานหนักเพื่อยอมรับในความเป็นไปของโลก
เราใช้สายตาของน้ำรินเมื่ออายุ 23 ชื่นชมในสิ่งที่มีอยู่
เราใช้สายตาของน้ำรินเมื่ออายุ 30 เพื่อที่จะเข้าใจในความรัก เพื่อจะได้ยอมรับ เต็มที่ที่จะรัก และได้รับรัก
และสายตาของความเป็นผู้ใหญ่ที่ในที่สุดแล้ว ความเป็นเด็กจะยังคงอยู่
ตอนนี้ เรามีน้ำรินเกือบจะยี่สิบสามคนในตัวแล้วนะ!!
น้ำรินในสายตาเมื่ออายุ 22 ปี 8 เดือน บอกว่า ไปอ่านหนังสือสอบได้แล้วเฟร้ยยยยย !!!!!!!!
Comments